Deprecated: Methods with the same name as their class will not be constructors in a future version of PHP; Featured_Category_Widget has a deprecated constructor in /home/admin/domains/lifeandhomemag.com/private_html/wp-content/plugins/category-feature/class-lib/CF_WidgetClass.php on line 12

Deprecated: Methods with the same name as their class will not be constructors in a future version of PHP; MagaloneTemplateRenderer has a deprecated constructor in /home/admin/domains/lifeandhomemag.com/private_html/wp-content/plugins/codecanyon-19163999-magalone-flipbook-for-wordpress/include/class.templates.php on line 5

Warning: Parameter 2 to qtranxf_postsFilter() expected to be a reference, value given in /home/admin/domains/lifeandhomemag.com/private_html/wp-includes/class-wp-hook.php on line 286
“สถาปัตยที่ดี...ต้องไม่กระแดะ” ฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล ผู้ก่อตั้ง CHAT architects - Life and Home Magazine ( Thailand )
Notice: wp_add_inline_script was called incorrectly. Do not pass <script> tags to wp_add_inline_script(). Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 4.5.0.) in /home/admin/domains/lifeandhomemag.com/private_html/wp-includes/functions.php on line 4161
Back to home
Artist, Designer, Editor's picks, In - Tect Spotlight, SPOTLIGHT

“สถาปัตยที่ดี…ต้องไม่กระแดะ” ฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล ผู้ก่อตั้ง CHAT architects

 

คุณฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล” สถาปนิกไทยดีกรีปริญญาโท มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เกิด และโตในเมืองไทยเพียง 5 ปี จากนั้นจึงย้ายตามครอบครัวไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาตอนอายุ 6 ขวบ เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นกระทั่งสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย DC BERKLY และระดับปริญญาโท ด้านสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก

ค้นวิธีคิดในการออกแบบที่ด้วยการมองระยะใกล้

จับต้องสิ่งมหัศจรรย์ที่ซุกซ่อนอยู่ในสถาปัตยกรรมสารเลว (BANGKOK BASTARDS)

และลงลึกในความหมายของคำว่า “สถาปัตยกรรมกระแดะ”

จากสถาปนิกไทย ดีกรีปริญญาโท มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา

คุณฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล ผู้ก่อตั้ง CHAT architects

ข้างต้นคือเศษเสี้ยวชีวประวัติคุณฉัตรพงษ์ ที่ผู้อ่านสามารถค้นหาอ่านได้ทั่วไปในโลกโซเชียล แต่ถัดจากย่อหน้านี้ คือสาระที่จะทำให้คุณรู้จักมุมมองความคิดของ “เขา” และ รู้จัก “ตัวเอง” มากขึ้น

<<< ทั้ง 2 สถาบัน ที่ผมมีโอกาสได้ศึกษามีมุมมองในการสอนเหมือนสถาบันที่สอนสถาปัตยกรรมทั่วโลก คือสอนเรื่องกระบวนการแบบที่แปลกใหม่ ขั้นตอนการออกแบบ วิธีพิจารณางาน รวมถึงความเข้มงวด และความซื่อสัตย์ต่อขั้นตอนการคิด เพราะในที่สุด สถาปัตยกรรมไม่ใช่ศิลปะที่จะสร้าง หรือคิดทุกอย่างขึ้นตามอารมณ์ แต่มันมีศาสตร์ มีฟังก์ชั่น ที่ต้องเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็น ดิน ฟ้า ลม อากาศ และความต้องการของเจ้าของ รวมถึงเป้าหมายของสถาปนิกที่ต้องการสร้างอะไรให้กับสังคมด้วย อาจารย์ที่เป็นสถาปนิกแถวหน้าของโลกจะสอนให้เข้มงวดกับการจัดความคิดให้เป็นระบบ มันก็เหมือนกับอาชีพอื่น ๆ ที่ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องเอาอารมณ์เข้ามาใส่ เมื่อไหร่ต้องมี Innovative

<<<ตอนเรียนใหม่ ๆ ก็คิดว่าการคิดของใหม่ ๆ สำคัญ เพราะมหาวิทยาลัยเมืองนอกที่ผมเรียน ก็พยายามจะส่งเสริมให้คิดถึงขั้นตอนออกแบบ กระบวนการคิดที่แปลกใหม่ เพื่อจะสร้างฟอร์มใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องระวังเอาไว้ด้วย เพราะสถาปัตยกรรมลักษณะนั้น จะทำให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยของแปลกใหม่ และแตกต่าง โดยปราศจากการเชื่อมโยง ในมุมมองของคนที่มีเวลามองโลกอย่างแท้จริง และในฐานะมนุษย์ ที่ไม่ใช่ฐานะดีไซเนอร์ ผมคิดว่านั่นไม่ใช่โลกที่น่าอยู่สักเท่าไหร่

<<< สถาปนิกระดับโลกหรือ มีหลายประเภทครับ มีทั้งดี ไม่ดี ถ่อมตัว และก็อีโก้สูง ที่ผมนับถือผลงานของเขาคือ อัลวารู ซีซา วีไอรา สถาปนิกโปรตุเกส เขาทำงานมาตั้งแต่หนุ่มจนถึงปัจจุบัน งานของเขามีลักษณะคล้ายๆ กัน คือผนังฉาบสีขาว ให้ความรู้สึกคลีน และโมเดิร์น และมีกลิ่นอายความเป็นโปรตุเกสในการออกแบบ หากดูผิวเผินอาจคิดว่าอาคารสีขาว ที่เขาออกแบบเป็นอาคารโมเดิร์นทั่วๆไป แต่จริงๆแล้วทั้งหมดที่เขาคิดเชื่อมโยงกลับไปบ้านเกิดของเขา ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับโลกของการออกแบบ

<<< นอกจากออกแบบแล้ว ผมทำงานวิจัยอย่างไม่เป็นทางการด้วย ซึ่งเป็นการบันทึกสิ่งแวดล้อมจากสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ผมเรียกว่า BANGKOK BASTARDS แปลเป็นไทยว่า สถาปัตยกรรมสาระเลว คือสถาปัตยกรรมที่คนทั่วๆไป หรือแม้แต่สถาปนิก เห็นแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ไม่มีค่า ที่ผมทำวิจัยเรื่องนี้ก็เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเอง เพราะรู้ดีว่ายังขาดความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่บริสุทธิ์ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ หรือแก้ปัญหา แบบทันใจที่สุดของไทย ตรงนี้ไม่ใช่เป็นวัดที่สร้างเมื่อ 300 ปีที่แล้ว หรือบ้านเรือนไทย ที่ชาวนาสร้างอายุ 100 ปีก่อนนะครับ

<<< BANGKOK BASTARDS ในมุมมองของผมคือ สถาปัตยกรรมสลัม อย่างบ้านคนงานก่อสร้าง ชุมชุนสลัม หรือตลาดผิดกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนงอกขึ้นมาอย่างธรรมชาติ จากคนที่ไม่ค่อยมีสตางค์ และต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของชีวิต พวกเขาหาวัสดุที่เหลือใช้ และมีราคาถูก อย่างเศษเหล็ก สังกะสี ไม้เก่า ป้ายหาเสียง โปสเตอร์แฟนต้า หรือแม้กระทั่งภาพดารา มาตัดเป็นวอลเปเปอร์ แวบแรกที่หลายคนเห็นอาจคิดว่าเป็นการเอาขยะมาโปะ แต่จริงๆแล้วสิ่งที่เราเห็นก็คือของเหลือที่ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด อาจดูสะเปะสะปะ หรือไม่เหมือนบ้านเรือนไทยยกใต้ถุนสูง ที่สร้างด้วยวัสดุที่มีอยู่รอบตัวอย่างต้นไม้ที่มีมากเมื่อ 200-300 ปีก่อน แต่ลึกลงไปในบ้านของคนกรุงกลุ่มนี้ มาจาก DNA เดียวกัน คือการเอาตัวรอด นั่นเป็นงานที่มหัศจรรย์ ที่มีระบบการใช้วัสดุที่ประหยัดที่สุด ตรงนี้คือเสน่ห์ ที่มาจากความบริสุทธิ์ที่แท้จริง ที่สำคัญมันทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมด้วยว่า แท้จริงแล้วมันคืออะไร ยิ่งศึกษาลึกลงไปก็จะยิ่งเห็นเกี่ยวกับการจัดสเปซที่มหัศจรรย์ที่บริสุทธิ์ของพวกเขา

<<< สำหรับผมสถาปนิกที่ดี ก็คือชาวบ้านทั่วๆไป ที่สร้างสถาปัตยกรรมสาระเลวครับ คนเหล่านี้จีเนียสที่สุดแล้ว เพราะ “ไม่ได้กระแดะ” พวกเขาสร้างบ้าน หรือร้าน ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทันที ผมเชื่อว่าเราต้องเป็นมนุษย์ที่ดี ที่สามารถแยกคำว่าถูก และผิด ออกจากกันได้ ก่อนเป็นสถาปนิกครับ คำว่ากระแดะ ในความหมายของผมคือไม่เป็นธรรมชาติ หรือทำออกมาเพียงเพื่อจะดีไซน์ หรือต้องการสร้างกระแส ให้ไม่เหมือนคนอื่น คำคำนี้ ต้องเรียบเรียงคำพูดให้ดี เพราะเดี๋ยวจะไปเสียดสี หรือกลายเป็นความเข้าใจผิดว่า เราไปดูถูกดีไซเนอร์คนอื่น ๆ และก็ตัวเอง ผมว่าดีไซน์นี้ ยิ่งโตยิ่งแก่ เราต้องสกัดสิ่งที่ไม่สำคัญออกไปเรื่อยๆ นะ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราปรุงแต่งจนให้มันมีความสวยงาม 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์ สำหรับตอบสนองชีวิต ผมว่ามันเริ่มกระแดะแล้วละ

อย่างสนามหญ้าบ้านผมนี่ ก็กระแดะนะ พอหญ้าตายปุ๊บ ผมก็ซื้อหญ้ามาปลูกใหม่ปั๊บ โดยไม่ยอมรับความจริงที่ว่า ถ้าต้นไม้เริ่มมีร่มเงาเยอะก็จะทำให้หญ้าตาย หากเราตัดแต่งให้แสงแดดส่องถึงเดี๋ยวหญ้ามันก็จะมาเอง อย่าไปซีเรียสกับการที่มันไม่เพอร์เฟกต์ ตรงนี่แหละคือความธรรมดา ความบริสุทธิ์ของมัน ไม่ว่าหญ้า หรือสถาปัตยกรรม มันก็อารมณ์เดียวกัน

<<< ผมชอบสิ่งที่สวยงาม แต่พยายามจะสอนตัวเองให้ทำอะไรที่มันจำเป็นเท่านั้น ในที่สุดมันก็จะตอบโจทย์อะไรหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องของงบประมาณ ระยะเวลาในการออกแบบ และการก่อสร้าง คือพอเราเริ่มสกัดสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป เพื่อจะเลิกประดิษฐ์อะไรที่มันเฟก ก็จะทำให้งานของเราราบรื่น โดยไม่ได้พยายามทำอะไรที่มันเป็นส่วนเกิน ยึดมั่นในสิ่งที่ทำ ความเชื่อนี่แหละจะสร้างอาคาร บ้านให้น่าอยู่มากขึ้น

<<<งานที่ผมออกแบบวันนี้ยังใช่คำสมบูรณ์ไม่ได้ครับ บางทีอาจถึงวันตายผมก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น นี่เป็นสิ่งที่ดีของสถาปัตยกรรม และศิลปะ เพราะเราไม่สามารถทำอะไรที่มันสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ได้ เราจึงต้องพยายาม และค่อยๆเติบโตต่อไปเรื่อยๆ อย่างบ้านหลังนี้ก็เป็นงานชิ้นสำคัญที่เกิดจากการเรียนรู้ หลังได้สร้างบ้านดัดจริตให้คุณพ่อคุณแม่ (หัวเราะ) ทุกอย่างพอเป็นงบของตัวเองแล้ว จะสิ้นเปลืองทั้งในเชิงความคิด และเม็ดเงินไม่ได้ จึงต้องทำให้ทุกอย่างเรียบง่าย และอยู่กับมันได้จริงๆไม่ใช่ว่านั่งแล้วไม่สบาย แต่ก็ยังมีความสุขอยู่กับความสวยความเท่ของมัน เพราะความสวยความเท่มันไปตั้งแต่ 3 เดือนแรกแล้วครับ (หัวเราะ) เวลาที่เหลือจะกลายเป็นความรำคาญ บ้านหลังนี้มีคอนเซ็ปต์ของการทำให้บ้านเมืองดีขึ้นผ่านการออกแบบผนังรั้วด้วย ส่วนมากถ้าจะสร้างบ้านเดี่ยวขึ้นสักหลัง สถาปนิกที่เราจ้างมาออกแบบจะพยายามทุ่มทุกอย่างให้บ้านสวยที่สุด และอาจเหลืองบไม่กี่หมื่นบาท สำหรับขึ้นผนังรั้วที่ซื่อบื้อ ทึบตัน นั่นหมายถึงเราเริ่มสร้างฟุตบาทริมท้องถนนซึ่งเป็นที่สาธารณะให้ไม่น่าอยู่ไม่น่าเดิน โดยลืมไปว่าท้องถนนก็เป็นองค์ประกอบสำคัญมากของเมือง

<<<เมื่อผู้คนต่างต้องการความเป็นส่วนตัว จึงมีผนังรั้วเพิ่มขึ้นมาเพื่อปกป้องโลกของเขา ซึ่งมันก็มีเหตุผลนะไม่อยากให้คนเห็น ไม่อยากให้ขโมยเข้าบ้าน แต่ถึงจุดหนึ่งเราต้องไม่ลืมว่า “เรามีสังคมอยู่ข้างนอกรั้ว” ผมว่าการต่อเนื่องเชื่อมโยงคนในบ้าน กับคนนอกบ้านจริงๆมันเป็นอะไรที่ทำให้บ้านเราน่าอยู่ เหมือนเมื่อครั้งบ้านสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาหันหน้าเข้าคลอง หรือในวันที่หน้าบ้านหันหน้าเข้าหาถนน เราก็ยังมีตึกแถวสำหรับค้าขาย เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในบ้านกับลูกค้า บ้าน อาคาร และเมือง ยังมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด นั่นทำให้บ้านหลังนี้มีรั้วที่ทำจากบานเฟี้ยมสูงสามารถเปิดและปิดเพื่อให้เจ้าของบ้านได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนบ้านได้

<<<พูดตรงๆเลยนะ กรุงเทพฯเป็นเมืองที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากที่สุด สิ่งที่ผมเห็นบนท้องถนน บางอย่างที่ดูเหมือนบ้าบอ มันมหัศจรรย์มาก สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมสาระเลวที่ผมพูดถึง มันอาจจะเป็นอาคาร รถเข็นขายไม้กวาด หรือเพิงวินมอเตอร์ไซค์ รู้หรือไม่ว่าคนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสเปซเล็กๆน้อยๆ มากที่สุด มันทำให้ผมมีแรงบันใจในการออกแบบ และสอนเราเสมอว่า ของแปลกใหม่ ไม่ได้อยู่ไกล แต่มันอยู่ข้างหน้าเรา

<<<เมื่อใดก็ตามที่เราออกแบบโดยจับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาหลอมรวมกับจิตวิญาณของคนไทย ประเทศไทยจะสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดในโลก คือมีอารมณ์ หรือสปิริตควบคู่ไปกับความทันสมัย แต่ถ้าสถาปนิกทุกคนยึดแค่ว่าจะสร้างสถาปัตยกรรมที่ล้ำโลก ทุกประเทศทุกเมืองมันจะจับฉ่าย สุดท้ายมันจะกลายเป็นเมือง เป็นถนน ที่ไร้คาแรกเตอร์ ไม่มีเอกลักษณ์ ที่สุดสถาปัตยกรรมเหล่านั้นเป็นได้แค่เงาสะท้อนของผู้ออกแบบ

<<<ปัญหาสำคัญที่ทำให้สถาปนิกไทยไม่กล้าคิดต่าง มาจากการที่พวกเขาพยายามคิดต่างมากเกินไป ผมว่าอันนี้มันเป็นความคิดที่อันตราย เราต้องการสถาปนิกที่คิดง่ายๆ บ้านๆ ออกแบบอาคารที่มีฟังก์ชั่นเหมือนชาวบ้านก็ได้ มันไม่ผิดกฎหรอก (หัวเราะ) อัลวารู ซีซา สถาปนิกที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผม เคยพูดไว้ว่า “เขาไม่เคยสร้างอะไรใหม่ และไม่มีใครในโลกนี้คิดอะไรใหม่ได้อีก แต่เขาจะดัดแปลงปัจจุบันของความเป็นจริงไปเรื่อยๆ เพราะว่าชีวิตของเราไม่หยุดนิ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นวินาที อีกหนึ่งชั่วโมงจะเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนนาทีนี้ไปตามสภาพของชั่วโมงถัดไป เราจึงต้องมองลึกๆมองใกล้ๆ เพื่อจะได้มองเห็นความละเอียดอ่อนของมัน ความแปลกใหม่มันอยู่ตรงนี้…ไม่ใช่อยู่ตรงโน้น

<<<เราต้องมีสมาธิ แล้วก็มองซ้ำๆ เมื่อก่อนนี้ตอนเรียนหนังสือผมเห็นเพื่อนๆปัดรูปสวยๆในหน้านิตยสารเล่มใหม่ไปเรื่อยๆ 1 นาทีก็ดูหมดเล่ม แต่ทุกครั้งที่รู้สึกชอบงานออกแบบอาคารไหน ผมจะเอาหนังสือเล่มนั้นมาซีร็อกแปลน แล้วก็นั่งจ้องเป็นวันๆ จนเข้าใจว่าทำไมสถาปนิกคนนั้นถึงวางผนัง หรือออกแบบหน้าต่างแบบนี้มันดึงแสงเข้ามาได้อย่างไร การเข้าใจอาคารลึกๆ ดีกว่าเข้าใจ 100 อาคารผิวเผิน ทุกครั้งที่พานักศึกษาไปดูงานผมไม่คาดหวังให้เขาเป็นอะไร แค่เพียงอยากให้เขาเรียนรู้เรื่องการมอง และดูอะไรให้ลึกซึ้ง ดูให้เห็นความแท้จริงของมัน ผมว่าบทเรียนนี้เอาไปใช้ที่ไหนก็ได้ อย่าดูผิวผิว อย่าตามเทรนด์ เพราะความจริงเท่านั้น จะช่วยสร้างความแท้จริงให้ชีวิตเรา

<<<ทุกคนก๊อบฯ ครับ จะมากจะน้อยจะเปิดเผย หรือจะชัดเจนแค่ไหนนั่นอีกเรื่องหนึ่ง มันเป็นธรรมดาของดีไซน์ ที่ผมบอกว่าดีไซน์ คือการทรานซ์ฟอร์ม ดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่มาเป็นอีกแบบหนึ่ง เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ไม่มีใครสร้างอะไรจากศูนย์แล้วครับ เป็นไปไม่ได้ ผมไม่ได้บอกว่าผมสนับสนุนนะ ถ้าสมมติฟอร์มเคยสร้างมาก่อน แต่ฟอร์มอันนี้นำมาใช้ในกรณีนี้เวิร์ก แต่คนอื่นเคยทำมาก่อน แล้วทำไมคุณต้องเปลี่ยน เพราะคุณไม่อยากเหมือนคนอื่นอย่างนั้นหรือ สมมติว่าผมจะสร้างบ้านเรือนไทยที่ยกใต้ถุน เฮ้ย!เพื่อนเขาทำอย่างนั้นแล้ว กูไม่ทำอย่างนั้น อันนั้นโง่ ตรงนี้ผมไม่ได้เล็งไปที่สนามบินสุวรรณภูมินะ แต่ขอให้ตั้งคำถามว่า อย่าคิดว่าตัวเองทำงานอินโนเวทีฟเป็นคนเดียว อย่าเพิ่งไปพิจารณาใคร

<<<สิ่งที่ต้องรู้มากที่สุดคือตัวเอง รู้สิ่งแวดล้อมตัวเอง เพราะในที่สุดเราสร้างบ้านเพื่อจะแก้ปัญหาของบ้านเรา เราไม่ต้องมองหรอกว่าอิตาลีมันทำอย่างไรหรอก อย่าลืมตัวเพราะเราไม่ได้เป็นคนอิตาเลียน เป็นคนญี่ปุ่น เราเป็นคนไทย คนไทยมีของดีดีเยอะ มองใกล้ๆตัว ผมชอบใช้กล้องขยายเพราะยิ่งขยาย ข้อมูลก็จะค่อยๆเยอะขึ้นๆ อินโนเวชั่นมาจากในนี้ ผมไม่ได้บอกนะว่าการมองไกลผิด แต่เราต้องมองตัวเอง เพราะเราต้องสร้างประโยชน์ให้กับบ้านเมืองเรา อันนี้เป็นประเด็นสำคัญมาก ผมไม่ได้ทำเพื่อโลก แต่ผมสร้างบ้าน เพราะอยากให้บ้านเมืองเราน่าอยู่มากขึ้น

 

Quotation การเข้าใจอาคารลึกๆ ดีกว่าเข้าใจ 100 อาคารแบบผิวเผิน ทุกครั้งที่พานักศึกษาฝึกงานไปดูงาน ผมไม่คาดหวังให้เขาเป็นอะไร แค่อยากให้เขาเรียนรู้เรื่องการมอง และดูอะไรให้ลึกซึ้งให้เห็นความแท้จริงของมัน เพราะความจริงเท่านั้น จะช่วยสร้างความแท้จริงให้ชีวิต

 

 

 

Column                                    : In – Tect Spotlight 286

Story                                         : โชคชัย บุญส่ง

Photography                           : วลีวัลย์ คมขำ

 

Facebook Comments
By LifeandHome, 17/10/2018

Warning: Parameter 2 to qtranxf_postsFilter() expected to be a reference, value given in /home/admin/domains/lifeandhomemag.com/private_html/wp-includes/class-wp-hook.php on line 286
Leave a Reply
Change language:
Find us on instagram

@lifeandhomemag