Back to home
Beautiful Home, Condo, HOME

Still Private among the City พื้นที่ปลอดภัย ในความเป็นส่วนตัว

การมีที่พักอาศัยใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท ที่มีบรรยากาศร่มรื่น และสงบสุข ปราศจากเสียงรบกวนจากความพลุกพล่านของเมืองใหญ่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่สถานที่แห่งนี้กลับอบอุ่น ร่มรื่น อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสงบสุขทั้งร่างกาย และจิตใจ

Safe House ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นสถานที่เดียวซึ่งช่วยให้คุณลลิสา จงบารมี ประธานมูลนิธิธารศิลป์รักษ์จิตรกร ได้พักผ่อนอย่างไม่ต้องกังวลใจเรื่องงาน “คอนเซ็ปต์หลักของบ้านคุณ (เป็นสรรพนามที่คุณลลิสาใช่เรียกแทนตัวเอง) คือ ต้องอบอุ่น อยู่สบาย ในสไตล์ของเราเอง เพราะนี่คือบ้านที่อยู่จริงๆ บ้านที่เราอยู่แล้วมีความสุข ต้องเป็นบ้านที่เราตกแต่งเองในแบบที่เราชอบ บ้านหรือ Home ต้องเป็นบ้านที่อยู่แล้วรู้สึกอบอุ่น ซึ่งเป็นคนละความหมายกับ House นะคะ บ้านหลังนี้ที่คุณอยู่จึงเป็น Home สำหรับอยู่ในแบบสบายๆ” คุณลลิสาพูดถึงคอนโดที่เรียกว่าบ้านให้ฟัง

พื้นที่ห้องขนาด 260 ตารางเมตร ที่มีระเบียงขนาดใหญ่มากพอจะทำเป็นสวนสำหรับนั่งอ่านหนังสือรับลมในยามเย็นได้ คอนโดห้องนี้จึงเป็นเสมือนบ้านอีกหลังหนึ่งของคุณลลิสา สำหรับการตกแต่งภายในคุณลลิสาเน้นการตกแต่งแบบเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวของความทรงจำในของสะสมแต่ละชิ้นภายในห้องเน้นการใช้โทนสีครีมจากวอลเปเปอร์ และสีน้ำตาลจากเฟอร์นิเจอร์เป็นหลัก พร้อมตกแต่งด้วยของสะสมตั้งแต่สมัยที่คุณลลิสาเรียนอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อาทิ จานแก้ว ชุดแก้วชา โคมไฟ จานเซรามิก สมัยอยุธยา รวมถึงผลงานศิลปะของศิลปินไทยชื่อดังหลายๆ ท่าน ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้ใช้ผ้าของ Versace ที่สะสมมานานในการหุ้มเบาะนั่งเก้าอี้อีกด้วย

“บ้านที่เป็นคอนโดสมัยก่อนจะไม่มีการตกแต่งด้วยคิ้วบัวนะคะ แต่พอเราซื้อมาก็มาวิ่งคิ้วบัวเพิ่มทั้งบน และล่างทั่วห้อง การตกแต่งบ้านนี่ไม่ได้ยากนะคะ อยู่ที่ไอเดีย อยู่ที่วิธีคิด คือต้องมองว่าอยู่ยังไงให้สบาย บ้านของคุณจะเลือกใช้โทนสีที่มา Matching กับเฟอร์นิเจอร์ แล้วเฟอร์นิเจอร์ของคุณจะออกเป็นสีธรรมชาติจากเนื้อไม้ค่อนข้างเยอะ เพราะคุณเป็นคนชอบไม้ เผอิญว่าโชคดีที่ใช้โทนบ้านเป็นสีครีม สีเบจ โทนอุ่นทั้งหมด พื้นก็เป็นสีขาว ฉะนั้การใช้ไม้เข้ามาช่วย ก็ทำให้ห้องไม่ลอยจนเกินไป ส่วน Carpet ก็จะใช้โทนสีเลือดหมู สีเลือดนก ที่เข้ากับไม้ โดยมีสีครีมเข้ามาแมตช์นิดหน่อย ก็จะทำให้ห้องดูสวยขึ้นนะคะ” คุณลลิสาอธิบายถึงการใช้โทนสีภายในห้อง

สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่คุณลลิสาเลือกใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์อังกฤษ ฝรั่งเศส เป็นส่วนใหญ่ เพราะมีขาที่โปร่งช่วยให้ห้องไม่ดูทึบ แต่ก็มีเฟอร์นิเจอร์สไตล์เยอรมัน และอิตาลี ที่มีรูปทรงทึบเป็นส่วนน้อย เพื่อให้ห้องมีน้ำหนักในการจัดวางมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีฉากกั้นห้องไม้สักที่คุณลลิสาได้รับมรดกตกทอดมาจากคุณพ่อโดยคุณลลิสาเลือกที่จะต่อเติมลายฉลุเพิ่มที่ส่วนบนของฉาก ซึ่งมีอาจารย์ศุภกิจ อุตตรนคร เป็นผู้วาดลายเส้นเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองวิมานให้ สำหรับฉากกั้นไม่ได้ตั้งไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น หากแต่ยังใช้เป็นฉากกั้นระหว่างห้องรับประทานอาหาร และห้องนั่งเล่น เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว ระหว่างกลุ่มเพื่อนในวันที่ได้พบปะสังสรรค์กัน

นอกจากเฟอร์นิเจอร์ และของประดับตกแต่งแล้ว ของสะสมอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ภายในห้องของคุณลลิสา คือ ผลงานศิลปะจากศิลปินระดับปรมาจารย์มากมาย อาทิ ภาพเขียนเจ้าจำปี ผลงานอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ภาพเขียนลายเส้นอาจารย์อังคาร กัลป์ยาณพงศ์, ภาพเขียนลายเส้นเรือพระที่นั่ง อาจารย์ศุภกิจ อุตตรนคร สำหรับผู้ที่ได้เข้ามาที่บ้านหลังนี้ ก็คงรู้สึกได้ว่าที่นี่เปรียบเหมือนพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวขนาดย่อมเลยทีเดียว

สำหรับสวนลอยฟ้าของคุณลลิสานั้นปูด้วยหญ้าเทียม และประดับตกแต่งด้วยรูปปั้นสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น นก กระต่าย รวมทั้งยังปูลานหินขนาดย่อมสำหรับใช้เป็นพื้นที่สำหรับงานปาร์ตี้ BBQ ที่จัดขึ้นไม่บ่อยนัก คุณลลิสาพูดถึงมุมสวนด้วยความปิติว่า “พื้นที่ตรงสวนคุณใช้นั่งพักผ่อน อ่านหนังสือ ยามเย็นคุณจะนั่งชิงช้าข้างนอก ดื่มชา กาแฟ มุมตรงนั้นจะเป็นมุมสงบ บรรยากาศของบ้านกลางเมือง คือการล้อมรอบด้วยตึกใหญ่ แต่คุณยังสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติได้ เพราะวิถีการทำงานของคนเมืองจะอยู่ในห้องแอร์เป็นส่วนใหญ่ แต่ที่นี่ทำให้เท้าของเราสัมผัสกับพื้นหญ้าได้สัมผัสอากาศที่เป็น Outdoor และด้วยกระจกที่ติดอยู่รอบห้องในวันที่อากาศร้อนก็สามารถเปิดกระจกให้ลมโฟลว์ได้ ทำให้ไม่ต้องเปิดแอร์ 24 ชม. ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งนะคะ”

เมื่อได้ออกไปสัมผัสสวนของคุณลลิสา ที่แม้ว่าจะอยู่บนอาคารสูง ก็สัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติได้เป็นอย่างดีเสมือนอยู่บ้านแนวราบ มุมมองที่กว้างไกลจากพื้นที่สวนทำให้มองเห็นตึกรูปทรงต่างๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของแต่ละพื้นที่ที่สร้างขึ้น คุณลลิสาพูดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมสวนนี้ว่า “มองจากตรงนี้แล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ แต่เหมือนอยู่ชิคาโกแทน (หัวเราะ) อีกอย่างเวลาที่มีพลุจุดตามงานต่างๆ ตรงนี้ก็มองเห็นได้รอบ ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง”

หลังจากที่ได้ชื่นชมของสะสมคุณลลิสาจำนวนมากมาย ก็อดที่จะถามถึงจุดเริ่มต้นนของการสะสมไม่ได้ “คุณเริ่มสะสมของตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนที่เมืองนอกเริ่มจากการชอบไปประมูลงานชิ้นเล็กๆ แล้วก็เริ่มประมูลงานจากพิพิธภัณฑ์บ้าง ตอนกลับมาประเทศไทย ก็เลยนำกลับมาเยอะ ขนมาเป็นตู้คอนเทนเนอร์เลยนะคะ และทำการย้ายของสะสมไปไว้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตอนปีน้ำท่วมใหญ่ 2554 ของรักก็เสียหายไปเยอะ ตอนนั้นก็รู้สึกเสียดายนะ แต่เมื่อกาลเวลาเลยผ่าน…พอมองย้อนกลับไปก็เห็นว่า เรามาตัวเปล่า พอตายจากไปก็ไปตัวเปล่า เอาอะไรไปไม่ได้ แล้วเราจะยึดติดไปทำไม ก็ปล่อยวางได้” คุณลลิสาทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่สะท้อนข้อคิด ผ่านกาลเวลาที่ล่วงเลย

Story อัญชิสา พ่วงทรัพย์
Photographer รัก ปลัดสิงห์
Host คุณลลิสา จงบารมี

Facebook Comments
By Oom, 28/05/2018
Leave a Reply
Change language:
Find us on instagram

@lifeandhomemag