Back to home
HOME, Material

5 วิธีดูแลแอร์ช่วงหน้าร้อน เปิดยังไงให้เย็นฉ่ำ บิลค่าไฟไม่พุ่งกระฉูด

แม้ว่าเกือบ 365 วันเมืองไทยจะร้อนตลอดเวลาจนแยกไม่ออกว่าฤดูไหนเป็นฤดูไหน แต่เพื่อความชัวร์กลัวหลงฤดู ไม่นานมานี้กรมอุตุนิยมวิทยาเลยได้ประกาศเพื่อตอกย้ำการมาถึงของฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้วนะ เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่หน้าร้อนเต็มตัว ภาพการได้นอนตากแอร์ฉ่ำๆ อยู่บ้านทั้งวันคงเป็นอะไรที่ฟินสุดๆ แต่ติดอยู่อย่างเดียวที่ว่าแอร์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆนี่ล่ะ เย็นฉ่ำตอนใช้ แล้วเหงื่อแตกตอนบิลค่าไฟมาก็ไม่ไหว วันนี้ Life and Home เลยอยากมาแชร์ 5 ทริคเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำได้ เพื่อให้ประหยัดไฟ ยืดอายุแอร์ และเซฟเงินในกระเป๋ากัน

1.ระบายอากาศก่อนเปิดแอร์ 5-10 นาที

หลายคนอาจจะกลับมาถึงบ้านแล้วต้องการเย็นฉ่ำเลย แต่ช้าก่อน! เราอยากแนะนำให้ เปิดพัดลม เปิดหน้าต่างห้องไว้สัก 5-10 นาทีก่อน เพื่อให้อุณหภูมิในห้องได้ถ่ายเทความร้อนที่สะสมอยู่ภายในออกไปก่อน ให้อากาศได้หมุนเวียน เราจะรู้สึกสดชื่น เป็นการระบายกลิ่นอับชื้นได้ไปในตัว แล้วค่อยเปิดแอร์ ก็จะสามารถช่วยให้แอร์ไม่ทำงานหนักเกินไป พร้อมกับช่วยให้ห้องเย็นเร็วขึ้น และเป็นการประหยัดพลังงานได้

2.ปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นอีกนิด และเปิดพัดลมช่วยอีกหน่อย

เปิดแอร์ที่ 25- 27 องศาช่วยประหยัดไฟแน่นอนอย่างที่เรารู้กัน แต่อยากแนะนำว่าถ้ากลัวเย็นไม่ฉ่ำก็เปิดพัดลมช่วยไปได้เลย ลมจากพัดลมที่พัดมาจะสัมผัสผิวของเราแล้วพัดเอาความร้อนและความชื้นออกไปจากตัวเรา ช่วยให้เรารู้สึกสบายตัวมากขึ้น และทำให้รู้สึกว่าอุณหภูมิลดลงได้ถึง 1-2 องศาเลยทีเดียว

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจกำลังแย้งในใจว่า แล้วจะเปิดพัดลมให้ทำงานซ้ำซ้อนกับแอร์เพื่อให้เปลืองไฟไปอีกทำไม เพราะคิดว่าเปิดสองอย่างพร้อมกันจะยิ่งกินไฟ แต่อยากจะบอกว่าพัดลมหนึ่งตัวนั้นกินไฟน้อยมาก ถ้าเทียบกันระหว่างเปิดแอร์ที่ 25-27 องศา พร้อมเปิดพัดลมช่วย กับเปิดแอร์ที่ 21-23 องศา วิธีแรกก็ยังประหยัดไฟมากกว่าอยู่ดี

มีข้อแนะนำเล็กๆคือ ไม่ควรจ่อพัดลมหาที่นอนโดยตรงเพราะอาจจะทำให้ร่างกายได้รับลมโดยตรงทำให้เราป่วยได้ ควรปรับพัดลมให้ส่ายหัว และหันหัวเยื้องออกไปจากที่นอนเล็กน้อยเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

3.ไม่นำเครื่องทำความร้อนมาไว้ในห้อง

ไม่เพิ่มอุณหภูมิในห้องให้สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้แอร์ทำงานหนักเกินความจำเป็น โดยที่ทำได้อย่างแรกเลยคือปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน เพราะหลอดไฟหลายดวงสามารถเพิ่มอุณหภูมิให้ห้องสูงขึ้นได้ ในกรณีที่ไม่ได้อยู่หอพักหรือคอนโด ถ้าสามารถเลี่ยงการทำอาหารอย่างหม้อสุกี้หรือเตาย่างได้ ก็พักไว้ก่อน ซึ่งอาจรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ด้วย เช่นตู้เย็น กาต้มน้ำร้อน เครื่องปิ้งขนมปัง ฯลฯ เราอาจจะได้ความสะดวกน้อยลงนิดหน่อย แต่ถ้าสามารถประหยัดไฟได้ในระยะยาวก็ถือว่าโอเคนะ นอกจากนั้นอย่าลืมเช็คช่องลมต่างๆ ทั้งประตูและหน้าต่างว่าปิดสนิทเรียบร้อยดี ไม่ให้อากาศร้อนจากภายนอกแอบเล็ดลอดเข้ามาในขณะที่เรากำลังเปิดแอร์อยู่

4.เอาต้นไม้ออกไปไว้ที่ระเบียงก่อน

คนรักต้นไม้อาจจะต้องใจแข็งนิดนึง สำหรับข้อดี เราเข้าใจดีกว่าการปลูกต้นไม้มีข้อดีมากมาย แต่การปลูกต้นไม้ในห้องแอร์อาจจะเป็นการเพิ่มภาระให้แอร์ทำงานหนักขึ้น เพราะโดยธรรมชาติของแอร์จะมีหลักการทำงานที่รีดความชื้นออกจากห้องก่อนจึงทำให้ห้องเย็นขึ้น แต่ธรรมชาติของต้นไม้เขาจะคายความชื้นออกมาในตอนกลางวันตลอดเวลา กระบวนการทำงานที่ดูสวนทางกันของแอร์และต้นไม้จึงดูไปกันไม่ได้เลย เพราะต้นไม้จะทำให้เครื่องปรับอากาศต้องใช้เวลาในการไล่ความชื้นมากกว่าปกติ แอร์จึงต้องทำงานหนักมากขึ้นและเปลืองไฟมากขึ้น  เราจึงควรเลี่ยงอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดความชื้น ซึ่งรวมไปถึงผ้าเปียกๆ หมาดๆ ด้วยเช่นกันนะ ถ้าเป็นไปได้เอาไปตากไว้ในห้องน้ำจะดีกว่า

5.ล้างแอร์ทุก 3-6 เดือน

ข้อสุดท้ายนี่สำคัญมากๆ อย่างที่รู้กันว่าปกติเราควรล้างแอร์อย่างน้อยทุก 6 เดือน ยิ่งช่วงหน้าร้อนที่เราเปิดแอร์มากกว่าปกติ เราควรล้างแอร์ถี่มากขึ้นอย่างน้อยทุกๆ สามเดือน เพราะสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองจะไปสะสมอยู่ในชั้นกรอง นอกจากจะทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้นจนเปลืองไฟแล้ว ในท่อแอร์ก็มีความชื้นสะสม เกิดความอับชื้น จึงเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรีย โดยเหล่าเชื้อราและแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ดีในหน้าร้อนนี่แหละ ถ้าได้รับเชื้อเป็นเวลานานอาจจะเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคปอดอักเสบได้อีกด้วย


ถ้ายังไม่เวิร์ค อาจจะถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแล้ว


สุดท้ายถ้าใครทำตามครบหมดทุกข้อแล้ว แต่ไม่ได้ผลอาจเป็นไปได้ว่าแอร์ที่บ้านอาจจะเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว แล้วถ้าเพื่อนกำลังมองหาแอร์ตัวใหม่ อยากแนะนำว่าตอนนี้ Mitsubishi Heavy Duty ตอนนี้เขาได้พัฒนาแอร์ Inverter มาสองรุ่นได้แก่รุ่น Fighting Inverter – YXP Series และรุ่น Deluxe Inverter – YXS Series ความพิเศษคือเป็น Inverter แท้ทั้งระบบทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่า ถ้าสงสัยว่าแท้ทั้งระบบนี่เป็นอย่างไรนะ ดูง่ายๆเลยคือต้องประกอบด้วย 4 ชิ้นส่วนสำคัญต่อไปนี้

1. แผงวงจรอัจฉริยะ PAM ที่ช่วยควบคุมความเร็วรอบของคอมเพรสเซอร์และมอเตอร์ โดยปรับเปลี่ยนความถี่ในการทำงาน ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างสูงสุด 2. คอมเพลสเซอร์กระแสตรง DC สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วรอบในการทำงานให้สัมพันธ์กับอุณหภูมิภายในห้อง 3. วาวล์อิเล็กทรอนิกส์ EEV ช่วยควบคุมอัตราการไหลของสารทำความเย็น ส่งผลให้วงจรทำความเย็นอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุด 4. มอเตอร์กระแสตรง ที่มีความแม่นยำในการควบคุมความเร็วรอบ ทำให้สามารถเปลี่ยนความเร็วรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนั่นหมายความว่าจะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าในระยะยาว นอกจากเรื่อง Inverter แท้ที่ประหยัดไฟได้หายห่วงแล้ว ยังมีฟังก์ชั่นเจ๋งๆไว้รับมือหน้าร้อนนี้อีกด้วยละ

ด้วยความที่ทั้งรุ่น YXP: Fighting Inverter และ YXS: Deluxe Inverter ออกแบบมาในไลน์เดียวกัน เขาเลยมีสิ่งฟังก์ชั่นที่มีเหมือนกันทั้งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

  • Jetflow ช่องลมที่ใช้เทคโนโลยีเครื่องบินเจ็ท ทำหน้าที่ส่งลมเย็นได้ไกลสูงสุดถึง 17 เมตร (ขึ้นอยู่กับขนาดของ Btu/h ที่เลือกใช้)
  • Hi Power โหมดเร่งรอบการทำงานสูงสุดโดยเครื่องจะเร่งประสิทธิภาพในการทำความเย็นเป็นเวลา 15 นาที ช่วยปรับอุณหภูมิห้องให้ได้ตามต้องการอย่างรวดเร็ว
  • 24 Hour ION เป็นฟังก์ชั่นที่ช่วยปล่อยประจุไอออนลบออกมาจากแผ่นเคลือบทัวมาลีนใต้ช่องปล่อยลม ช่วยให้อากาศสดชื่นบริสุทธิ์เหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ
  • Self Clean Operation ฟังก์ชั่นกำจัดความชื้นที่คอยล์เย็นจะทำงานโดยอัตโนมัติเป็นเวลา 2 ชั่วโมงหลังจากปิดเครื่อง โดยการใช้ลมจากมอเตอร์คอยล์เย็นเป่าเบาๆ เพื่อไล่ความชื้น ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา เมื่อครบ 2 ชั่วโมงแล้ว เครื่องจะปิดการทำงานโดยอัตโนมัติ

โดย รุ่น YXS: Deluxe Inverter จะเหมือนเป็นเวอร์ชั่นอัพเกรดที่เหนือกว่า YXP: Fighting Inverter เล็กน้อย เพราะนอกจากจะมีฟังก์ชั่นตามที่บอกไปด้านบนแล้ว เขามีเพิ่มมาเพื่อตอบโจทย์ในด้านสุขภาพได้ด้วย ซึ่งก็คือ

  • Vitamin C Filter แผ่นกรองที่ปล่อยวิตามินซีออกมาพร้อมลมเย็นให้ผิวชุ่มชื้น
  • Anti allergy & Activated carbon filter แผ่นกรองดักจับสารก่อภูมิแพ้ ดูดซับก๊าซอันตรายและฝุ่นละอองในอากาศได้
  • และที่ล้ำที่สุดคือ 3D Auto ทำหน้าที่กระจายลมอัตโนมัติแนวตั้ง 6 รูปแบบและแนวนอน 8 รูปแบบ ซึ่งจะส่งลมเย็นกระจายให้อุณหภูมิเย็นเท่ากันทั่วทั้งห้อง ไม่ว่าเราจะทำอะไร อยู่มุมไหนในห้อง เราก็จะได้รับความเย็นที่สม่ำเสมอ ไม่ต้องรู้สึกร้อนๆหนาวๆ ให้ร่างกายสับสน

เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในขณะนี้ได้อย่างเต็มที่ ทาง Mitsubitshi Heavy Duty ยังได้ออก Nano Carbon Air Filter แผ่นฟอกอากาศ 3 ชั้น ที่ประกอบด้วย ด้านหน้าแผ่น spd (สีเขียว) ตรงกลาง Mini Pleat (สีขาว) และด้านหลัง Nano Carbon (สีดำ) เมื่อทำงานร่วมกันจะมีความสามารถกรองฝุ่นได้ทั้ง PM10 PM2.5 และPM0.1 นอกจากนั้นยังช่วยกรองควันพิษ ก๊าซพิษได้ทุกชนิด กำจัดกลิ่นได้ทุกประเภท รวมไปถึงมีคุณสมบัติ Anti bacteria, Mold, Virus ซึ่งเรามั่นใจได้ในคุณภาพเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการผลิตตามมาตรฐาน RoHS (มาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม)

คิดเหมือนกันไหมล่ะทุกคน เทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศสมัยนี้ประหยัดไฟอย่างเดียวคงไม่พอแล้ว การที่ทาง Mitsubitshi เพิ่มฟังก์ชั่นเข้ามาในแอร์รุ่นใหม่ทั้งสองรุ่น ถือเป็นเรื่องราวดีๆของผู้บริโภคอย่างเราที่ต้องการความประหยัดไฟควบคู่ไปพร้อมความสบายทางร่างกายและสุขภาพภายใน เรียกได้ว่าช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างครอบคลุมเลยล่ะ   ถ้าใครสนใจรุ่นไหน สามารถเข้าไปดูที่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำทั่วประเทศได้เลย หรือทางออนไลน์ที่ https://mitsuheavythai.com/

 

Facebook Comments
By LifeandHome Admin, 09/06/2020
Leave a Reply
Change language:
Instagram API currently not available.
Instagram API currently not available.