Back to home
Designer, In - Tect Spotlight, SPOTLIGHT

“คิด – พูด – ทำ” ด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค

“ถ้าวันหนึ่งผมตาย ผมต้องเป็นที่จดจำ…เข้าใจว่าความตายมันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ได้ในระหว่างที่ยังมีแรงใช้ชีวิต คือการสร้างคุณค่าให้กับชีวิต จนกว่าจะได้พบกับ ความหมายของชีวิตที่แท้จริง”

ย่อหน้าข้างต้นนั้น คือมุมมองความคิด “คุณด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค” สถาปนิกรุ่นใหญ่ ที่เด็กรุ่นหลัง สนิทใจเรียก “พี่” มากกว่าใช่คำนำหน้าชื่อเล่นว่า “คุณ” ผู้สร้างชื่อเสียง ตัวตน และผลงานด้วยวิธีคิด (ต่าง) พูด (ตรง)ในสิ่งที่หลายคนคิด… แต่ไม่กล้าพูด และทำทุกสิ่งภายใต้บริบทของความเป็นจริง กระทั่ง 1 ใน 3 ของผู้คนบนโลกใบนี้ รู้จัก ชื่นชม และให้การยอมรับ

แหล่งข้อมูลที่กูเกิ้ลเก็บรวบรวมจากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ อาจทำให้ทุกคนรู้เหมือน ๆกันว่านอกจากมีอาชีพเป็นสถาปนิก “คุณด้วง -ดวงฤทธิ์” ยังใช้เวลา 24 ชั่วโมงที่ทุกคนมีเท่าๆกัน ทำหลายสิ่งอย่าง อาทิ เป็นเจ้าของบริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค จำกัด ดูแลบริหารธุรกิจอีกกว่า 16 บริษัท ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านกาแฟ ร้านอาหาร แฟชั่นแบรนด์ สื่อสิ่งพิมพ์ฯลฯ รวมทั้งเป็นเจ้าของโครงการสถานที่สุดฮิปริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่าง The Jam Factory ที่ทีมงานนิตยสาร Life and Home ได้รับเกียรติให้เข้ามาอัปเดต สิ่งที่เขา “คิด พูด และทำ” แบบใกล้ชิดด้วย

ในวันที่คำว่า “สถาปนิก” (ไทย) ถูกตีความไปต่างๆ นานา เราจึงอดถามนิยามสถาปนิกกับพี่ด้วงไม่ได้ว่า แท้จริงแล้วสถาปนิก ในเหลี่ยมมุมเขาคืออะไร“การเอาตัวรอด” คือคำตอบทีเล่นทีจริง พร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะนิ่งเงียบ และปล่อยประโยคถัดมาว่า “ถ้ามองในมุมมองอาชีพ มันเหมือนเป็นข้อจำกัดของสถาปนิกไทยอยู่อย่างหนึ่ง จะเรียกว่าเป็นความอาภัพก็ได้ มันตลกตรงที่ความเป็นไทยที่ว่าด้วยความนอบน้อมถ่อมตน กลายเป็นข้อจำกัดทางด้านวัฒนธรรมที่ทำให้สถาปนิกพูดถึงตัวเอง พูดถึงงานของตัวเอง หรือโฆษณาตัวเองไม่ได้ และใครก็ตามที่ลุกขึ้นมาบอกว่า ฉันเก่ง ก็จะถูกหมั่นไส้ นั่นทำให้ที่ผ่านมาสถาปนิกไทยที่เก่งจริงต้องอยู่กันแบบไม่มีปากไม่มีเสียง ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาผมต้องสู้กับความอิจฉาริษยา การถูกกีดกัน เพียงเพื่อไม่ต้องการให้เราได้ดี ระบบพวกพ้อง กดขี่ กลัวได้ดี นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้แวดวงสถาปนิกบ้านเรา ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน

สิ่งที่สถาปนิกไทยต้องทำต่อจากนี้คืออะไร
ปัจจุบันมีน้องๆ ไปสร้างชื่อเสียง และได้รางวัลกลับมาเยอะมาก นั่นทำให้ต่างชาติรู้จักสถาปนิกไทย และให้การยอมรับสถาปนิกไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดี และทำให้เรามีความหวัง วันนี้สิ่งที่สถาปนิกต้องทำก็คือ การก้าวลงมาจากหอคอยงาช้าง สื่อสารกับสื่อมวลชนให้รู้เรื่องก่อนแล้วค่อยสื่อสารกับประชาชน ทำให้เขาเข้าใจให้ได้ว่าเราคิดอะไร หรือไม่ก็ทำให้พวกเขาเห็นว่า เราทำอะไรให้กับสังคม และประชาชนบ้าง

อย่างสร้างตึกแล้วประชาชนได้อะไร หรือจะสร้างตึกเพื่อให้คนที่จ้างเราได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ขณะที่ชุมชน เมือง หรือประชาชนทั่วไปไม่ได้อะไรเลย ตรงนี้ซึ่งก็อยู่ที่ว่าเราเลือกปฏิบัติต่ออาชีพเราแบบไหน ผมว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่สถาปนิกในยุคต่อๆไปต้องตัดสินใจนะ ส่วนจะเลือกเงิน หรือเห็นแก่ความเป็นอยู่ของสังคมเมือง ประชาชน เป็นเรื่องของเขาไม่เกี่ยวกับผม แต่ในความคิดผม เมื่อใดก็ตามที่เราพูดแล้วไม่มีประชาชนฟัง เราจะไม่มีค่าอะไร

ที่ผ่านมาผมจึงเลือกที่จะเดินสายบรรยายหัวข้อที่ผมสนใจ อย่างสนใจเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งค้นคว้ามา 20 ปี ว่าทำยังไงให้คนไทยทั่วประเทศมีความคิดสร้างสรรค์ภายใน 5-10 นาที ก็จะพูดเรื่องนั้น คือผมอยากให้คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์เหมือนสตีฟ จ๊อบส์ เพราะเชื่อว่ามันจะช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น จึงเดินสายบรรยายเพื่อให้คนไทยเก่งด้วยวิธีการมอง “โดยพยายามองหาความเป็นไปได้ในบริบทที่เราอาศัยอยู่” ประโยคนี้ประโยคเดียวเลย เราอยากให้คนไทยทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ได้ง่าย และรวดเร็ว

หลายคนพยายามมองหาความคิดใหม่ๆมันไม่เจอหรอก เหมือนเรากำลังตามหาบางอย่างที่ทำหายไป บอกเลยว่ามันไม่มีทางเจอ เราต้องถามว่า เฮ้ย… มันมีอะไรเป็นไปได้บ้าง แทนที่จะถามว่ามีความคิดอะไรใหม่ๆ บ้าง ที่สำคัญต้องแน่ใจว่าที่เรามองหามันมีบริบทอะไรบ้าง เราต้องดีไซน์บริบทให้ครบ เรื่องของความคิดสร้างสรรค์มันมี Mechanics เท่านี้เอง ในความคิดผมโลกสถาปนิกยุคที่แก่กว่าผม ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ยุคที่อ่อนกว่าผมกลับน่าสนใจมากกว่า เพราะพวกเขาไม่อิจฉากันนะ ประหลาดไหม? ใครเด่นกว่าใครเขาไม่อิจฉากัน ผิดกับรุ่นที่แก่กว่าเราที่ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ตรงนี้ต่างจากเด็กรุ่นหลัง เขา Open มีอะไรก็พูดกันตรงๆ สนับสนุนกัน
มีอะไรก็เคลียร์ ไม่มีปัญหาเรื่องพวกพ้อง

การเป็นทั้งผู้บริหาร และสถาปนิก มีความเหมือนหรือแตกต่างกันมากไหม
ผมว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันมากกว่า ทุกวันนี้ผมทำงานเหมือนกำลังเล่นอยู่ผมแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตอนนี้ต้องพักผ่อน ตอนนี้ต้องทำงาน เพราะรู้สึกว่ามันคือเรื่องเดียวกัน ผมสนุกเวลาที่ผมได้ทำงานนะ และผมก็เครียดในเวลาที่ผมพักผ่อนผมเลยแยกไม่ออก มั่วไปหมด (หัวเราะ) แต่ผมก็มีการใช้ทักษะการเป็นสถาปนิกในการบริหารเหมือนกัน บางทีก็ใช้ทักษะการบริหารจัดการงานที่ทำอยู่มาใช้กับการเป็นสถาปนิก ผมว่ามันแยกจากกันไม่ได้หรอก

ปัจจุบันผมดูแลทั้งหมด 16 บริษัท และไม่ได้มีธุรกิจอะไรที่เกี่ยวกับสถาปัตย์เลย ยกเว้นบริษัท ดวงฤทธิ์ บุญนาค ที่เหลือเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านหนังสือแฟชั่นแบรนด์ บริษัทพริ้นติ้ง ทำสื่อ ทำโรงแรม ผมแยกไม่ค่อยออกนะ ผมทำทุกอย่างปนกันหมดเลย วินาทีหนึ่งผมเป็นสถาปนิก วินาทีถัดมาผมเป็นผู้บริหาร บางทีก็เป็นพร้อมกัน (หัวเราะ) ผมเลยไม่รู้ว่ามันแตกต่างกันยังไง

ทีนี้พอทำธุรกิจเยอะๆสิ่งที่ไม่มีคือ “เงิน” ก็ต้องดิ้นรนกันไปหาแหล่งเงินทุนหาคนมาร่วมลงทุน สำหรับผมการสร้างธุรกิจให้เกิดขึ้นมันไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากคือการแก้ปัญหาในแต่ละวัน และทำให้มันเดินหน้าต่อไปต่างหาก ความที่ผมเป็นคนชอบแก้ปัญหา มันก็เลยเป็นเรื่องสนุกกับการเล่นเกมที่ผมเลือก และเต็มใจที่จะมีความทุกข์ในแบบนั้น ถามว่าความคิดแบบนี้มาจากไหน คงเป็นการได้ยินใครคนหนึ่งพูดว่า “ชีวิตคือการแก้ปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวเราเสมอ” มันก็เลยรู้สึกท้าทายมากกว่า หลายครั้งผ่านไปด้วยความยากลำบาก เจ็บปวด ร้องห่มร้องไห้ แต่ก็เชื่อมั่นว่าปัญหาใหญ่ๆมันจะทำให้เราตัวใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้น และดีขึ้น

นั่นน่าจะเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจเปิดบริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค จำกัด เมื่อปี 2541 ขณะที่บริษัทอื่นต่างปิดสังเวยวิกฤติเศรษฐกิจตอนนั้นครึ่งหนึ่ง แต่ผมทะลึ่งเปิด เพราะมองว่าถ้าเราเปิดจากจุดที่ต่ำสุด มันคงไม่มีทางต่ำกว่านี้อีกแล้ว (หัวเราะ) บริษัทดวงฤทธิ์ เริ่มรับตั้งแต่งานเล็กๆ ค่าแบบ 30,000 บาท และไม่เคยคิดเล็กคิดน้อย หรือกังวลว่าจะดูดีหรือไม่ดีเลย หลังๆไม่ค่อยทำงานเล็ก เพราะออฟฟิศมันใหญ่ขึ้น ทำแล้วขาดทุน ก็เลยไม่ค่อยได้ทำ แต่ไม่ได้รังเกียจอะไรนะ

ผลงานมาสเตอร์พีซของพี่คือ
เอาจริง ๆ นะไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมชอบผลงานทุกชิ้น แต่งานที่ดังหน่อย และได้รับรางวัล ก็จะเป็น The Naka Phuket และ Costa Lanta ที่จ.กระบี่ส่วนใหญ่ก็เป็นแนวงานโรงแรม สาเหตุที่ได้รับรางวัล เพราะทำแล้วออกมาสวยตอบโจทย์ สอดคล้องความต้องการของตลาด พอฝรั่งมาพักแล้วรู้ว่าคนออกแบบคือเรา ก็เกิดการบอกต่อ ทำให้ติดตลาดเป็นอันดับต้นๆในต่างประเทศ แต่ก็ไม่มีใครมาจ้างนะ ให้การยอมรับกันมากกว่า ทุกโปรเจ็กต์ที่ผมออกแบบล้วนมีวิธีคิดที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับบริบทของพื่นที่ตั้งโดยรอบ และทำให้มันสอดคล้องกันให้ได้ การออกแบบของผมจึงเป็นเหมือนกับดนตรีแจ๊ส ไม่ว่าจะเล่นเพลงเดิมกี่ครั้ง ก็ไม่เหมือนเดิมสักครั้ง

ที่สำคัญผมไม่เคยใช้แรงบันดาลใจในการออกแบบ เพราะบริบทจะขับเคลื่อนชิ้นงาน และความเป็นไปได้จะโชว์อัพของมันเอง ใครที่บอกว่าออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจราวกับว่ามันเป็นแหล่งกำเนิด ผมว่ามันไม่ถูก เพราะมันไม่มีอยู่จริงหรอกคำว่าแรงบันดาลใจ ถ้ามัวแต่รอแรงบันดาลใจคงอดตายกันพอดี นั่นทำให้งานของผมไม่มีซิกเนเจอร์ของตัวเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผมพยายามที่สุดว่าจะไม่มีแล้วมันจะมี ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Paradox แต่ถ้าคุณทำมันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่พยายามใส่อะไร นั่นแหละซิกเนเจอร์ของคุณจะเกิดขึ้นเอง ซึ่งเคยมีคนบอกเหมือนกันว่า งานที่ผมทำบางทีก็เป็นกล่องๆ บางทีก็สมดุล มีความหยินหยาง มีความอ่อนแข็งที่ตัดกันพอดี อันนั้นผมรู้สึก แต่มันก็ไม่ได้เป็นความตั้งใจจากผม มีโค้ง มีสี่เหลี่ยม ทำได้หลายอย่าง อยากเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คำว่า ซิกเนเจอร์ ในมุมมองผม จึงเป็นการตีกรอบของตัวเองมันเลยเหมือนกับการที่คุณใส่ชุดเดิมออกนอกบ้านทุกวัน คุณคงเบื่อแย่ (ยิ้ม)

เคล็ดลับในการออกแบบ
(หัวเราะ) ไม่มีหรอกเคล็ดลับ ทุกครั้งที่ออกแบบผมจะกำหนดบริบทให้ครบก่อน ทั้งเรื่องการใช้งาน วัสดุ ที่ตั้ง คือทำให้ทุกคนในทีมเข้าใจและเห็นภาพ และเริ่มสร้างความเป็นไปได้ พร้อมกับถามทุกคนว่า มองเห็นอะไรที่เป็นไปได้บ้าง ทุกคนก็จะเริ่มคุยกันถึงเรื่องที่มีความเป็นไปได้ ซึ่งพวกเขามองเห็นแล้วว่ามันเป็นเรื่องที่จับต้องได้ เมื่อทุกคนตื่นเต้น เราก็จะ Sketch มันขึ้นมา

อะไรคือสิ่งที่พี่ต้องการมากที่สุดตอนนี้
ต้องการเงินครับ (หัวเราะ) อยากได้เงินมาจ่ายลูกน้อง จ่ายค่าเช่า ขอแค่มีเงินให้พอมีกิน ไม่ได้ต้องการร่ำรวยอะไรมาก เพราะเราเลี้ยงคนเยอะ ในแง่ธุรกิจ อย่างเช่น ธุรกิจด้านแฟชั่นของเรากำเนิดขึ้น เพราะเรามีน้องคนหนึ่งที่เก่งมาก เราอยากสนับสนุนเลยลงทุนทำแบรนด์ให้เขา แล้วมันก็ขายได้ ทุกอย่างเป็นเรื่องของคน ทุกอย่างที่ผมทำมันอยู่รอบๆคนทั้งนั้น Intentions เราคือ ไม่ต้องการอะไรในชีวิตมาก ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติอะไรมาก และผมก็พอใจกับสิ่งที่ผมมีอยู่ เพียงแต่ว่าเราอยากได้เงิน เพื่อทำให้คนที่อยู่รอบตัวเรา เขาไปกับเราได้ มีชีวิตที่ดี มีเงินผ่อนบ้านผ่อนรถ เลี้ยงลูกได้ เราก็ Happy แล้ว

เพราะอะไรถึงต้องผลักดันคนเก่งๆให้มีตัวตน
คุณคิดว่ามันมีวิธีอื่นไหม? สุดท้ายเราก็ต้องตาย ประเด็นคือว่าเราอยากตายแบบไหน ถ้าเราตายโดยที่มีเงินในบัญชี 200 ล้าน สุดท้ายเงินมันก็ถูกแบ่งไปให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ คนจะลืมคุณในพริบตา เพราะคุณไม่ได้มีอะไรเหลือแล้ว แต่ถ้าคุณสร้างคนอีก 10 – 20 หรือ 100 คน แล้วพวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้เพราะคุณ คุณว่าคุณจะเป็นตำนานไหม ถ้าคุณอยากตายแบบตำนาน คุณต้องตายแบบนี้ มันต้องไม่เกี่ยวกับคุณ ต้องเกี่ยวกับคนข้างนอก

คุณต้องสร้างความแตกต่างให้คนข้างนอก แล้วคนจะจดจำคุณ ผมอยากตายแบบมีตำนาน สร้างความแตกต่างให้กับชีวิตผู้คนให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น ให้แน่ใจว่าในวันที่ผมตายแล้ว ทุกคนเสียดาย ทุกคนสรรเสริญในทางที่ดี สิ่งที่จะได้มาไม่ได้เกิดกับผมแน่นอน เพราะผมตายไปแล้วมันจะได้กับลูกหลานผม เรียกว่าเป็นการมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างคุณค่าให้กับชีวิต จริงๆชีวิตเรามันไม่ต้องจริงจังอะไรหรอก เดี๋ยวก็ตาย แต่หน้าที่ก็คือต้องสร้างความแตกต่าง ให้กับคนอื่นๆ นั่นคือความหมายของชีวิต

Key Success ที่ทำให้พี่ประสบความสำเร็จคืออะไร
อดทน และปล่อยวางครับ (ตอบเร็วมาก) ผมเป็นคนที่มีความอดทน
อย่างยิ่งยวด ใครด่าผมก็ปล่อยวางฟุบเดียว เป็นคนดื้อด้าน จะอดทนทำจนกว่าจะประสบผลสำเร็จ ในทุกอาชีพแหละ ดื้อทำไป ในขณะที่คนอื่นล้มหายตายจากไปบ้าง แต่เรายังยืนหยัดอยู่ได้ อย่างชีวิตผมโดนรุ่นพี่เกลียด หรือหมั่นไส้ทุกคน… อยู่กับความหมั่นไส้อย่างไร ก็ทำมาหากินไปไง ชีวิตผมไม่มีตัวเลือกอื่นหรอก เพราะฐานะการเงินไม่ดี ไม่มีงาน…ไม่มีเงิน เลยไม่มีจุดถอย และไม่มีคำว่ายอมแพ้ในความคิด ผมจึงต้องดิ้นรน ทำงานเพื่อเอาเงินไปกินข้าว และบอกกันตัวเองบ่อยๆว่า ไม่ว่าจะเจออะไรก็ต้องไปให้สุดทาง

รู้อะไรไหมคุณสมบัติของคนที่จะประสบความสำเร็จอันดับแรกมันต้องจนก่อน มันจึงมีความอดทน นั่นเป็นภาวะที่ถอยไม่ได้ และไม่มี Choice อื่นให้เลือก จึงต้องสู้ต้องอยู่กับมัน แล้วก็เอาอารมณ์ความรู้สึกดราม่าออกไปจากชีวิตให้มากที่สุด เพราะดราม่าเป็นเรื่องราวที่เราสร้างขึ้น มันไม่ได้มีอยู่จริง ผมว่ามันไร้สาระ ในมุมของการ Entertain มันอาจช่วยสร้างสีสันให้ชีวิตได้แต่ในการทำงาน มันไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย สู้หันกลับมาอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงดีกว่า ผมกำลังจะบอกว่าผมไม่ใช่คนคิดบวก (Positive Thinking) แต่ผมมองทุกอย่างตามความเป็นจริง คือถ้าเรามองที่ความจริง มันจะไม่บวกไม่ลบทั้งนั้นแหละ ผมแอนตี้มากกับการคิดบวก เพราะเมื่อใดที่คุณมี Positive Thinking แสดงว่าคุณมี Nagative Thinking เป็น Background ใช่ไหม? ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเสียเวลาไปกับการวิจารณ์ หรือไม่ก็พูดถึง แต่ไม่เคยคิดลงมือทำ

แท้จริงสถาปนิกควรมีบาทบทต่อสังคมอย่างไร
มันไม่เกี่ยวกับการเป็นสถาปนิกหรอก การที่คุณมีบทบาทเป็นคนในสังคม ถ้าสังคมไม่เวิร์ก คุณก็ไม่เวิร์ก ถ้าทั้งประเทศจน คุณก็ต้องจน ถ้าทั้งประเทศไม่เข้าใจว่าสถาปนิกคืออาชีพอะไร คุณก็ทำอาชีพนี้ไม่ได้ มันไม่มีตัวคุณอยู่จริงๆหรอก มีแต่ตัวคุณที่อยู่ในการฟังของคนอื่น วิธีเดียวที่ตัวคุณจะคงอยู่ได้ คือการฟังผู้คนที่อยู่รอบๆตัวคุณ

สิ่งที่ผมพูด หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมือง นั่นคือสิ่งที่ผมจะพูด เพราะประชาชนได้ประโยชน์ แต่หากมีอะไรที่ไม่เวิร์กในสังคม พวกเราไม่ช่วยกันพูด นั่นแหละที่ทำให้ประเทศของเราไม่ก้าวหน้า ที่สำคัญผมไม่ได้พูดมาจากจุดยืนปนความเชื่อว่าเรื่องไหนถูกผิด แต่จะพูดเรื่องที่คิดว่า ประชาชน เมือง หรือสังคม ประเทศเสียประโยชน์ แต่เรื่องการเมืองด่าคนโน้นคนนี้ ผมไม่เคยยุ่ง ไม่สนใจเรื่องพวกนั้น ใครจะดีเลวถูกผิด แต่ถ้าคนนั้นทำอะไรที่ไม่เข้าท่า ซึ่งกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน ผมจะพูด และคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะพูด และการลุกขึ้นพูด ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคม หรือทำให้ผู้คนมีความสุขแค่นั้นก็เป็นความภาคภูมิใจยิ่งกว่าการมีอาชีพเป็นสถาปนิกอีกนะ”

 

Story โชคชัย บุญส่ง , อาทิติญาพร เงาศรี
Photography วลีวัลย์ ขำคม , ธนภัทร อีสา

 

 

Facebook Comments
By Oom, 04/07/2018
Leave a Reply
Change language:
Instagram API currently not available.
Instagram API currently not available.